โดย นพ. ศุภณัฐ บุรินทร์กุล (หมอเอิร์ท)
พญ. ฐานิสา กิจจรัส (หมอแนน)
อาการปวดท้องประจำเดือน อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย หรืออารมณ์แปรปรวน เป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนต้องเผชิญแทบทุกเดือน บางคนมีอาการปวดรุนแรงจนต้องหยุดงาน หยุดเรียน และเลือกพึ่งยาแก้ปวด เช่น Ponstan หรือยาอื่นๆ ในกลุ่ม Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDS) เพราะช่วยบรรเทาอาการได้รวดเร็ว ทำให้ผ่านวันนั้นของเดือนไปได้ง่ายขึ้น แต่ลึก ๆ แล้ว หลายคนก็อดกังวลไม่ได้ว่า หากต้องทานยาบรรเทาอาการปวดประจำเดือนในทุก ๆ เดือนจะมีผลเสียสะสมหรือไม่ และการใช้ต่อเนื่องนานๆ จะกระทบต่อกระเพาะอาหารหรือไตหรือเปล่า?
ทำให้ปัจจุบันมีแนวทางดูแลสุขภาพที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้ธรรมชาติช่วยปรับสมดุลร่างกาย นั่นคือ โภชนบำบัด หรือการรับประทานอาหารให้เหมาะสมตามภาวะที่คนไข้เป็น โดยในกรณีนี้คือ “การกินตามรอบเดือน” คือการเลือกอาหารให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในแต่ละช่วงของรอบประจำเดือนนั่นเองค่ะ วันนี้ Woman Care Clinic จึงขอมาแนะนำ 5 เมนูที่เหมาะสำหรับช่วงมีประจำเดือน พร้อม 5 เมนูที่ควรเลี่ยง เพื่อให้สาวๆ นำไปปรับใช้ในการดูแลตัวเองกันค่ะ
หลายคนอาจสงสัยว่า “อาหารเกี่ยวอะไรกับมดลูก?” คำตอบคือ เกี่ยวข้องโดยตรงมากค่ะ เพราะสิ่งที่เรารับประทานเข้าไป มีผลต่อระบบฮอร์โมน การอักเสบ และการไหลเวียนเลือดของผู้หญิงแบบชัดเจน อาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากการที่มดลูก “บีบตัว” เพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกและเลือดประจำเดือนออกมา โดยการบีบตัวนี้ถูกกระตุ้นโดยสารที่ชื่อว่าโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins)
ดังนั้นอาหารที่มีฤทธิ์ ต้านการอักเสบ หรือช่วยลดระดับโพรสตาแกลนดิน จึงมีส่วนช่วยให้อาการปวดเบาลงได้ค่ะ ในทางกลับกัน อาหารบางประเภทอาจกระตุ้นการอักเสบ ทำให้หลอดเลือดหดตัว เลือดไหลเวียนไม่ดี และทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นกว่าเดิมได้เช่นกันนะคะ
การเลือกทานอาหารให้เหมาะกับรอบเดือน ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องปวดท้องประจำเดือนเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual symptoms หรือ PMS) ลดอาการบวมน้ำ ลดสิวฮอร์โมน ลดความอยากของหวาน ทำให้อารมณ์นิ่งขึ้น ผิวพรรณสดใส และระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ
รอบเดือนของผู้หญิงโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 21 – 35 วัน แบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ๆ โดยในแต่ละช่วงจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสำคัญ เช่น เอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) เมื่อระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ร่างกายก็เปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งพลังงาน ความอยากอาหาร อารมณ์ ไปจนถึงอาการปวดท้องประจำเดือนค่ะ การเข้าใจรอบเดือนจึงช่วยให้เราเลือกอาหารได้ถูกจังหวะ และสอดคล้องกับธรรมชาติของร่างกายมากขึ้นค่ะ
ช่วงนี้เป็นเวลาที่ร่างกายกำลัง “ลอกเยื่อบุโพรงมดลูก” ออกมา และมีเลือดประจำเดือนออกค่ะ ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะลดลงอยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้หลายคนรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และมีภาวะการอักเสบเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน มดลูกจะบีบตัวแรงขึ้นเพื่อขับเลือดออก ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างชัดเจน อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดท้องน้อย ปวดหลัง ท้องอืด แน่นท้อง เวียนศีรษะจากการเสียเลือด รวมถึงมือเท้าเย็นค่ะ
ดังนั้น แนวทางการเลือกอาหารในช่วงนี้ ควรเน้นอาหารอุ่น ๆ ย่อยง่ายและช่วยลดการอักเสบ เช่น อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เพื่อทดแทนการเสียเลือด อาหารที่มีแมกนีเซียมและโพแทสเซียม เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูก หรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นค่ะ
หลังประจำเดือนหมด ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวค่ะ โดยระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้พลังงานกลับมา สดชื่นขึ้น สมองปลอดโปร่ง และอารมณ์ดีขึ้น อย่างชัดเจน ช่วงนี้จึงถือเป็นเวลาทองของการดูแลสุขภาพค่ะ เหมาะกับการออกกำลังกาย การเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ และร่างกายยังตอบสนองต่อการควบคุมน้ำหนักได้ดีอีกด้วยค่ะ โดยสิ่งที่ร่างกายต้องการในช่วงนี้คือ โปรตีนที่เพียงพอ วิตามินและแร่ธาตุ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพื่อฟื้นฟูร่างกาย และหลอดเลือดหลังหมดประจำเดือน และสร้างพลังงานอย่างสม่ำเสมอค่ะ
ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ร่างกายมีความสมดุลมากที่สุด ทั้งด้านพลังงาน อารมณ์ และความมั่นใจ ซึ่งระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงที่สุดก่อนการตกไข่ ทำให้หลายคนรู้สึกว่าผิวพรรณดูสดใส อารมณ์ดี และมีแรงออกกำลังกายมากขึ้นเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นช่วงที่สดใสที่สุดของรอบเดือน แต่บางคนอาจมีอาการเจ็บหน่วงท้องน้อยช่วงไข่ตก (Ovulation pain) หรือมีสิวฮอร์โมนจากฮอร์โมนเพศชายที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อยได้ จึงยังควรเลือกอาหารที่ช่วยควบคุมการอักเสบและช่วยเรื่องสมดุลฮอร์โมนนะคะ อาหารที่เหมาะสมในช่วงนี้ คือ การรับประทานผักและผลไม้สดหลากสีเพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ รับประทานโปรตีนคุณภาพดีควบคู่กับไขมันดี เช่น อะโวคาโด ถั่ว และปลาแซลมอน พร้อมทั้งดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีและลดอาการบวมน้ำค่ะ
ช่วงนี้มักเป็นช่วงที่ผู้หญิงหลายคนรู้สึกไม่สบายตัวมากที่สุด ระดับฮอร์โมน Progesterone จะสูงขึ้น และค่อย ๆ ลดลงก่อนประจำเดือนมา การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เกิดอาการ PMS ได้หลากหลาย เช่น ปวดท้องประจำเดือนล่วงหน้า แน่นหน้าอก คัดตึงเต้านม หงุดหงิดง่าย อยากของหวานมาก บวมน้ำ หน้าบวม ท้องอืด ท้องผูก รวมถึงนอนไม่ค่อยหลับ
ในระยะนี้ “อาหาร” มีบทบาทสำคัญมากค่ะ เพราะบางชนิดอาจกระตุ้นการอักเสบและทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น ขณะที่อาหารที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาอาการ PMS ลดความบวม และช่วยให้ผ่านช่วงก่อนมีประจำเดือนไปได้อย่างสบายและสมดุลมากขึ้นค่ะ
อาหารที่แนะนำให้รับประทานในช่วง ก่อนมีประจำเดือนและระหว่างมีประจำเดือน เพื่อช่วยลดอาการปวด ลดการอักเสบ และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวดีขึ้นค่ะ
ขิงเป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพผู้หญิงมายาวนาน ด้วยฤทธิ์อุ่น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดอาการท้องอืด คลื่นไส้ ขับลม และช่วยคลายการเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอาการปวดท้องประจำเดือน นอกจากนี้ ขิงยังมีส่วนช่วยลดระดับโพรสตาแกลนดิน ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก จึงช่วยให้อาการปวดลดลงได้ค่ะ โดยมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าประสิทธิภาพในการบรรเทาปวดอาจใกล้เคียงกับยาแก้ปวดบางชนิดเลยนะคะ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคกระเพาะรุนแรงหรือกรดไหลย้อน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขิงในปริมาณมาก เพราะขิงมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ระคายเคืองกระเพาะ หรือทำให้อาการกำเริบมากขึ้นได้ค่ะ
ปลาทะเลน้ำลึกเป็นแหล่งสำคัญของกรดไขมันโอเมกา-3 (Omega-3) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และช่วยลดการสร้างโพรสตาแกลนดินชนิดที่กระตุ้นให้มดลูกบีบตัวแรง จึงมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดท้องประจำเดือนได้ค่ะ นอกจากนี้ โอเมกา-3 ยังช่วยดูแลอารมณ์ ลดความเครียด และบรรเทาอาการซึมเศร้าหรืออารมณ์แปรปรวนในช่วง PMS ได้อีกด้วยค่ะ แนะนำให้เลือกรับประทานปลา เช่น แซลมอนย่าง ทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับไขมันดีเพียงพอ และช่วยเสริมสมดุลในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือนค่ะ
เนื่องจากในช่วงมีประจำเดือน ร่างกายสูญเสียเลือดและธาตุเหล็กออกไป ทำให้หลายคนรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืด และเหนื่อยง่าย การเติมผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี ตำลึง และเคล ลงในมื้ออาหาร จึงเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะอุดมด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยทดแทนสิ่งที่ร่างกายสูญเสียไป เพิ่มปริมาณไฟเบอร์ หรือใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ลดอาการท้องผูก หรืออาการปวดท้องที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ ช่วยลดการอักเสบในบริเวณเชิงกราน นอกจากนี้ผักใบเขียวยังมีแมกนีเซียม ซึ่งช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดการเกร็งของมดลูก และบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนให้เบาลงอย่างอ่อนโยนอีกด้วยค่ะ
ดาร์กช็อกโกแลตเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในช่วงวันนั้นของเดือน เพราะมีแมกนีเซียมสูงช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อรวมถึงกล้ามเนื้อมดลูก จึงบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ นอกจากนี้ยังอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเครียดและทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อย่างไรก็ตามแนะนำให้เลือกดาร์กช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้ 70% ขึ้นไปนะคะ และควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย และหลีกเลี่ยงการได้รับน้ำตาล และคาเฟอีนที่มากเกินไปจนอาจกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ
กล้วยเป็นผลไม้ที่เหมาะมากในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน เพราะอุดมด้วยโพแทสเซียมที่ช่วยลดอาการบวมน้ำและอาการตัวบวม พร้อมทั้งช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน วิตามิน B6 ในกล้วยยังมีส่วนช่วยลดอารมณ์แปรปรวน ลดความหงุดหงิด และสนับสนุนการสร้างสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกผ่อนคลายและความสุข อีกทั้งยังให้พลังงานสูง ช่วยเพิ่มพลังงานในช่วงเป็นประจำเดือน และมีปริมาณไฟเบอร์ หรือใยอาหารที่ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกที่พบได้บ่อยในช่วงมีประจำเดือน ทำให้ร่างกายรู้สึกสบายตัวมากขึ้นค่ะ
แม้จะมีอาหารหลายชนิดที่ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีอาหารบางประเภทที่อาจทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นนะคะ เพราะสามารถไปกระตุ้นการอักเสบ ทำให้มดลูกบีบตัวแรงขึ้น หรือทำให้ร่างกายบวมน้ำมากกว่าเดิม ดังนั้นในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน การเลือกหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างชั่วคราว ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายสบายตัวขึ้น และผ่านช่วงวันนั้นของเดือนได้ง่ายขึ้นค่ะ
กาแฟ ชานม ชาเขียว หรือเครื่องดื่มชูกำลัง มีคาเฟอีนปริมาณมาก ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว เมื่อหลอดเลือดหดตัว การไหลเวียนเลือดไปยังมดลูกอาจลดลง ส่งผลให้มดลูกบีบตัวมากขึ้นและทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นได้ค่ะ นอกจากนี้ คาเฟอีนยังกระตุ้นระบบประสาท ทำให้บางคนรู้สึกใจสั่น วิตกกังวล และนอนไม่หลับดังนั้นหากต้องการดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ แนะนำเปลี่ยนเป็นน้ำขิง ชาคาโมมายล์ หรือชาสมุนไพรที่ไม่มีคาเฟอีนแทน จะดีกว่าค่ะ
อาหารเค็มจัด เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว ไส้กรอก แฮม อาหารแปรรูป จะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ หน้าบวม ตัวบวม แน่นท้อง และท้องอืดมากขึ้นค่ะ เมื่อร่างกายบวมมากขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงอาจทำให้รู้สึกอึดอัดและปวดท้องมากกว่าเดิมค่ะ นอกจากนี้อาหารกลุ่มนี้ยังมีสารปรุงรส ปรุงแต่ง รวมทั้งสารเจือปนปริมาณมาก อาจทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานหนักมากขึ้น ส่งผลเสียต่อการฟื้นฟูของร่างกายในระหว่างการเป็นประจำเดือนได้อีกด้วยค่ะ
ของทอด เช่น ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท หรืออาหารที่ใช้น้ำมันซ้ำ ๆ อาหารเหล่านี้มีปริมาณไขมันทรานส์สูง ซึ่งกระตุ้นการอักเสบในร่างกายค่ะ อาหารที่มีไขมันทรานส์ยังทำให้ระดับโพรสตาแกลนดินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มดลูกบีบตัวแรงขึ้น และทำให้ปวดท้องประจำเดือนหนักกว่าเดิม นอกจากนี้ไขมันทรานส์ยังอาจมีผลต่อระบบของฮอร์โมน น้ำหนักตัว ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง ส่งผลทำให้สิวเห่อและทำให้รู้สึกเพลียมากขึ้นด้วยค่ะ
แม้หลายคนจะคิดว่าเบียร์หรือไวน์ช่วยให้ผ่อนคลาย แต่ในช่วงมีประจำเดือน แอลกอฮอล์อาจทำให้ร่างกายแย่ลงค่ะ เพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายขาดน้ำ เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี และอาจกระทบสมดุลฮอร์โมน ส่งผลให้ปวดท้องง่ายขึ้น บางคนอาจมีอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะมากขึ้นด้วยค่ะ
เค้ก ชานมไข่มุก น้ำอัดลม หรือขนมหวานต่าง ๆ ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง หรือมีการใส่น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง (High-fructose corn syrup) อาหารเหล่านี้จะทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นเร็วและตกเร็ว เมื่อระดับน้ำตาลเหวี่ยงมากๆ จะทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินที่ผิดปกติ ทำให้หิวบ่อย ใจสั่น และส่งผลต่ออารมณ์ที่แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ปวดหัว การอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้น และยังทำให้ปวดท้องประจำเดือนหนักขึ้น รวมถึงทำให้เกิดสิวเห่อ ช่วงก่อนมีประจำเดือน ดังนั้นถ้าอยากกินหวานจริง ๆ แนะนำเป็นผลไม้หวานธรรมชาติ เช่น กล้วย ส้ม ที่มีระดับโพแทสเซียมสูง หรือรับประทานดาร์กช็อกโกแลตที่ไม่หวานมากแทนค่ะ
แม้ว่าการปรับอาหารจะช่วยบรรเทาอาการได้มาก แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจว่าอาการปวดท้องประจำเดือนมีได้ทั้งแบบ “ปกติ” และแบบที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง หากลองดูแลตัวเองแล้ว ทั้งปรับอาหาร พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่อาการยังปวดมากเหมือนเดิม หรือยิ่งปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าอาการที่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่แค่ปวดประจำเดือนธรรมดาค่ะ
ในกรณีเช่นนี้ ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาการปวดอาจเกี่ยวข้องกับภาวะอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจเช็กให้ชัดเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้รักษาได้ตรงจุด และป้องกันปัญหาระยะยาวได้ค่ะ
ที่ Woman Care Clinic เราเข้าใจความกังวลและความเจ็บปวดของผู้หญิง และเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนควรใช้ชีวิตได้อย่างสบายในทุกช่วงของเดือน โดยไม่ต้องฝืนทนกับความเจ็บปวด ดังนั้นแนวทางการดูแลของเราจึงเน้นการรักษาแบบองค์รวม เพราะการรักษาที่ดีควรเริ่มจาก “การค้นหาสาเหตุที่แท้จริง” ก่อน ไม่ใช่เพียงการบรรเทาอาการปลายเหตุ โดยเริ่มต้นจากการ
อย่าปล่อยให้ความปวดเป็นเรื่องต้องทนนะคะ เพราะมดลูกคืออวัยวะที่สำคัญของผู้หญิง หากมีอาการปวดท้องประจำเดือนที่รบกวนชีวิต สามารถนัดหมายเพื่อปรึกษาได้ที่ Woman Care Clinic ได้เลยนะคะ เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลคุณด้วยความเข้าใจ ใส่ใจ และเป็นกันเอง เพื่อช่วยให้คุณผู้หญิงกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจในทุกช่วงของเดือนค่ะ
อาการปวดท้องประจำเดือนไม่ได้หมายความว่าร่างกายผิดปกติเสมอไปนะคะ หากเราเข้าใจร่างกายและเลือก “กินตามรอบเดือน” ให้เหมาะสม พร้อมหลีกเลี่ยงเมนูที่กระตุ้นอาการปวด ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการลงได้และใช้ชีวิตได้สบายขึ้นค่ะ แต่หากคุณผู้หญิงที่ดูแลตัวเองแล้วยังมีอาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แนะนำให้เข้ารับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงตั้งแต่เนิ่น ๆ นะคะ จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้ค่ะ
หากมีอาการปวดประจำเดือนซ้ำ ๆ หรือไม่แน่ใจว่าอาการอยู่ในระดับปกติหรือไม่ การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก็จะช่วยให้เราเข้าใจร่างกายและหาสาเหตุได้ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ ที่ Woman Care Clinic เราดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบองค์รวม ทั้งการตรวจอัลตราซาวด์ ประเมินฮอร์โมน และให้คำแนะนำการดูแลตามรอบเดือนอย่างเหมาะสม หากต้องการตรวจเช็กหรือขอคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ เบอร์ 096-692-5044 หรือ line : @womancareclinic (มี@) ได้เลยนะคะ 😊