ทำความรู้จักกับ “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” Sexually transmitted disease : STD คืออะไร? พร้อมวิธีป้องกัน
โดย นพ. ศุภณัฐ บุรินทร์กุล (หมอเอิร์ท)
พญ. ฐานิสา กิจจรัส (หมอแนน)
การมีเพศสัมพันธ์นับว่าเป็นอีกเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนไม่ควรมองข้ามนะคะ แม้ว่าการมีเพศสัมพันธ์จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่แสดงความรัก และความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น แต่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันอย่างถูกต้อง ถูกวิธี อาจนำมาซึ่งโรคร้ายที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้เลยค่ะ ในบทความนี้มีเกร็ดความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ใกล้ตัวจากคุณหมอมาเล่าให้ฟังกันค่ะ อ่านแล้วเข้าใจง่าย และนำไปปรับใช้ได้เลยค่ะ
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คืออะไร
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infection: STI) หรือบางคนอาจจะคุ้นหูว่า Sexually transmitted disease: STD เป็นโรคที่เกิดจากการรับเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือโปรโตซัว ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ ผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นเลือด, น้ำหล่อลื่นจากอวัยวะเพศ, หรือน้ำอสุจิ โดยเชื้อจากสารคัดหลั่งเหล่านี้ จะสามารถติดไปหาบุคคลผู้สัมผัสได้ผ่านทางเยื่อบุผิวอ่อน (หรือเยื่อเมือก เช่น บริเวณเยื่อบุช่องปาก, เยื่อบุช่องคลอดและทวารหนัก, อวัยวะเพศหญิงและชาย เป็นต้น) ดังนั้นขณะมีเพศสัมพันธ์จะมีการสัมผัสของเยื่อบุผิวอ่อนกับสารคัดหลั่ง จึงทำให้เกิดการติดเชื้อได้นั่นเองค่ะ
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีอะไรบ้าง
เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นมีมากมายหลายชนิด และในอนาคตอาจมีการค้นพบเพิ่มเติม ในที่นี้หมอจะขอแบ่งเป็นกลุ่มตามชนิดของเชื้อนะคะ
ไวรัส (Virus)
- HIV (Human Immunodeficiency Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ทุกคนน่าจะทราบกันดีว่ามีความอันตรายมาก ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และอาจนำไปสู่ภาวะเอดส์ และการติดเชื้อฉวยโอกาสจนเสียชีวิตได้ค่ะ
- ไวรัสตับอักเสบ (Viral hepatitis) โดยชนิดที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะเป็นไวรัสตับอักเสบบี(HBV) และซี(HCV) ซึ่งการติดเชื้อจะทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง นำไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้ค่ะ
- HPV (Human Papillomavirus) นับเป็นไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุดค่ะ เป็นเชื่อต้นเหตุที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ และมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปากและลำคอ
- ไวรัสเริม (Herpes simplex) เป็นไวรัสที่มักติดเฉพาะที่ เมื่อมีการติดเชื้อจะทำให้เกิดตุ่มน้ำ, แผลพุพอง และอาการเจ็บแสบบริเวณช่องปาก หรืออวัยวะเพศค่ะ
แบคทีเรีย (Bacteria)
แบคทีเรียเป็นเชื้อที่พบบ่อย มีหลายชนิดที่เป็นแบคทีเรียก่อโรค โดยส่วนมากจะส่งผลให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่ มีผลต่อการทำงานของทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ค่ะ
- หนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ Neisseria gonorrhoea จะทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะ อัณฑะ มดลูก และรังไข่ ได้ค่ะ ในผู้หญิงอาจมีอาการได้ตั้งแต่มี ตกขาวผิดปกติ ปวดท้องน้อย หรือติดเชื้อในกระแสเลือด ส่วนในผู้ชายอาการอาจจะไม่ชัดเจนเท่าผู้หญิงค่ะ อาจมีน้ำไหลจากท่องปัสสาวะ หรือมีอาการปวดอวัยวะเพศได้ค่ะ
- หนองในเทียม (Chlamydia) เนื่องจากเป็นโรคที่อาการคล้ายกับหนองใน แต่อาการจะไม่ชัดเจนเท่ากับหนองในแท้ จึงทำให้การวินิจฉัยค่อนข้างยาก และอาจนำไปสู่การติดเชื้อเรื้อรังได้ค่ะ ทั้งนี้หนองในเทียมอาจเกิดจากเชื้ออื่นๆ ได้อีกหลายชนิด เช่น Ureaplasma, Mycoplasma เป็นต้น
- ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรียกลุ่มสไปโรคีต อาการมีได้หลากหลายแล้วแต่ระยะของโรคค่ะ ทั้งแผลริมแข็งบริเวณอวัยวะเพศ ผื่นตามตัว ไปจนถึงการลุกลามขึ้นสมองค่ะ
โปรโตซัว (Protozoa)
- พยาธิช่องคลอด (Trichomoniasis) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ Trichomonas vaginalis เป็นเชื้อโปรโตซัวที่ทำให้เกิดช่องคลอดและปากมดลูกอักเสบ ส่งผลให้มีตกขาวเรื้อรังสีเขียว-เหลือง มีกลิ่นผิดปกติ และทำให้มีอาการแสบคัน ระคายเคืองในช่องคลอดได้ค่ะ
- How to ? ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
จากข้างต้นจะเห็นว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นมีมากมายหลายชนิด เชื้อบางชนิดอาจจะนำไปสู่การเป็นโรคที่รุนแรงและอันตรายตามมาได้เลยนะคะ ดังนั้นการตระหนักถึงตัวโรค และการป้องกันดูแลตัวเองให้ดีนั้นมีความสำคัญมากๆ วันนี้ทางเพจมีคำแนะนำจากคุณหมอสำหรับการป้องกันและดูแลตัวเองดังนี้ค่ะ
- ลดพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ : พฤติกรรมเสี่ยงหลักของการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็คือการมีคู่นอนหลายคน, การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน, การใช้สารเสพติด หรือการสักลายตามร้านสักที่ขาดการดูแลความสะอาดค่ะ
- มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย : ในที่นี้หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์โดยมีการป้องกันอย่างถูกต้อง ถูกวิธีค่ะ การใช้ถุงยางอนามัย (ทั้งถุงยางอนามัยเพศชาย และเพศหญิง) จะช่วยลดการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้มาก (แต่ไม่ 100% นะคะ) นอกจากจะช่วยป้องกันโรคติดต่อได้แล้ว การใช้ถุงยางอนามัยยังช่วยในการคุมกำเนิดได้ด้วยนะคะ
- ปรึกษาแพทย์หากคิดว่ามีความเสี่ยง : ในกรณีที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น ถุงยางอนามัยแตกรั่ว, มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือสงสัยการถูกล่วงละเมิด แอดมินแนะนำปรึกษาแพทย์ทันทีนะคะ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย และให้รับยาป้องกันการติดเชื้อบางชนิดค่ะ
- หมั่นตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ : การตรวจสอบอาการของตัวเอง เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญค่ะ หากมีอาการต้องสงสัยไม่ว่าจะเป็นตกขาว ปวดท้องผิดปกติ หรือมีหนองไหลจากอวัยวะเพศ อาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษา และเข้าพบแพทย์ ก่อนที่อาการจะลุกลามใหญ่โตนะคะ
- PREP, PEP ไม่ใช่ยาป้องกันสำหรับทุกโรค : ในปัจจุบันการ on PREP หรือ PEP เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่นักเที่ยวกลางคืน หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV สูงค่ะ ทำให้หลายๆ ท่านอาจเข้าใจผิดคิดว่าการ on PREP, PEP จะสามารถป้องกันการติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่จริงๆ แล้วการ on PREP, PEP นั้น จะช่วยป้องกันได้แค่การติดเชื้อ HIV เท่านั้นนะคะ ยังมีเชื้ออีกหลายชนิดที่ยังสามารถติดได้ ดังนั้นหากมีความเสี่ยง ควรป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเสมอนะคะ
ที่ Woman Care Clinic ของเรา ดูแลโดยคุณหมอเฉพาะทางด้านสูตินรีเวชผู้มากประสบการณ์ มีรายการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ครบถ้วน สะดวกสบาย และได้ผลรวดเร็ว เรามีทั้งคุณหมอผู้หญิงที่รู้ใจสาวๆ และคุณหมอผู้ชายที่ให้บริการตรวจผู้ชายโดยเฉพาะ หลังตรวจพบสามารถรับการรักษาจบในที่เดียวเลยค่ะ หากท่านใดสนใจเข้าปรึกษาคุณหมอเพื่อการตรวจ STD สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ เบอร์ 096-692-5044 หรือ line : @womancareclinic (มี@) ได้เลยนะคะ