Skip to main content

Woman Care Clinic

คลายความสับสน! ตรวจมะเร็งปากมดลูก ไม่ใช่แค่ตรวจภายใน และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

บทความเขียนและตรวจสอบโดย
นพ. ศุภณัฐ บุรินทร์กุล (หมอเอิร์ท)
พญ. ฐานิสา กิจจรัส (หมอแนน)

ตรวจมะเร็งปากมดลูก

เชื่อว่าผู้หญิงหลายคนอาจเคยมีความเข้าใจผิดที่ว่า “ถ้าเคยตรวจภายใน ก็น่าจะเท่ากับการตรวจมะเร็งปากมดลูกแล้ว” แต่ในความเป็นจริง การตรวจทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้เหมือนกัน และมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ โดยการตรวจภายใน เป็นการตรวจประเมินสุขภาพอวัยวะสืบพันธ์ุของผู้หญิงโดยรวม ส่วนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นการตรวจที่หาความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก หรือการติดเชื้อไวรัส HPV ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปากมดลูก

นอกจากความสับสนในเรื่องของวิธีการตรวจแล้ว หลายคนก็ยังมีความกังวลก่อนเข้ารับการตรวจ ไม่ว่าจะเป็น กลัวความเจ็บ เขินอาย หรือกังวลว่าขั้นตอนการตรวจจะยุ่งยากซับซ้อน จนทำให้เลือกที่จะเลื่อนการตรวจออกไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วใช้เวลาไม่นาน และเป็นหนึ่งในเหตุผลในการดูแลสุขภาพที่สำคัญอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองในบทความนี้ Woman Care Clinic เลยจะพาไปทำความเข้าใจว่า ตรวจภายในกับตรวจมะเร็งปากมดลูกต่างกันอย่างไร ใครบ้างที่ควรตรวจ มีวิธีตรวจแบบไหนบ้าง ขั้นตอนการตรวจต้องทำอะไร และผลตรวจสามารถบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของเราได้บ้างค่ะ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนค่ะว่า การตรวจภายในและการตรวจมะเร็งปากมดลูก แม้จะสามารถทำในช่วงเวลาเดียวกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการตรวจแบบเดียวกันเสมอไป โดยสามารถแยกความแตกต่างได้ ดังนี้ค่ะ

เป็นการตรวจสุขภาพอวัยวะภายในของผู้หญิงโดยรวม เช่น ตรวจประเมินปากช่องคลอด ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก หรืออวัยวะในอุ้งเชิงกราน สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติทางนรีเวช หรือผู้ที่ ต้องการประเมินสุขภาพระบบสืบพันธุ์ เช่น มีตกขาวผิดปกติ คัน แสบ ระคายเคืองบริเวณช่องคลอด ปวดท้องน้อย เลือดออกผิดปกติ หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ การอักเสบ ความผิดปกติของฮอร์โมน ติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือโรคทางนรีเวชอื่น ๆ ได้ค่ะ

โดยการตรวจภายใน แพทย์อาจใช้อุปกรณ์ถ่างขยายช่องคลอด (Speculum) เพื่อช่วยให้มองเห็นภายในช่องคลอดและบริเวณปากมดลูกได้ชัดเจนขึ้น และอาจมีการตรวจคลำด้วยนิ้วมือ (Bimanual palpation) เพื่อประเมินขนาด ตำแหน่ง และความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ร่วมด้วย

ปวดประจำเดือน มีบุตรยาก

อย่างไรก็ตาม การตรวจภายใน ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเก็บตัวอย่างเซลล์ปากมดลูกไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกครั้งนะคะ เพราะในบางครั้งแพทย์อาจตรวจเพียงเพื่อประเมินอาการผิดปกติ หรือดูสุขภาพภายในโดยรวมเท่านั้นค่ะ

เป็นการเก็บตัวอย่างจากบริเวณปากมดลูกหรือช่องคลอด เพื่อนำไปตรวจเฉพาะทาง เช่น การตรวจทางเซลล์วิทยา (Pap Smear) หรือ การตรวจหาไวรัส HPV (HPV DNA Test) ซึ่งเป็นการตรวจที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าการตรวจภายในทั่วไป เพราะเป็นการตรวจดูว่ามีความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก หรือการตรวจว่ามีเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงอยู่หรือไม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงส่วนใหญ่ค่ะ

ดังนั้นหากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เลยก็คือ การตรวจภายในเปรียบเหมือนการตรวจร่างกายของคุณผู้หญิงโดยแพทย์ ในขณะที่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นการเก็บตัวอย่างบริเวณปากมดลูกไปตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมนั่นเองค่ะ โดยมีเป้าหมายเฉพาะ เพื่อค้นหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกหรือการติดเชื้อ HPV ทั้งนี้หากต้องการตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยเฉพาะ ควรแจ้งแพทย์ว่าต้องการตรวจคัดกรองเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำเพิ่มเติมในระหว่างกระบวนการตรวจภายในได้ค่ะ

หลายคนอาจสงสัยว่า ควรเข้ารับการตรวจแบบไหนเมื่อไหร่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับ อาการ วัตถุประสงค์ของการตรวจ และความเสี่ยงของแต่ละคน ค่ะ

 การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกควรพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น อายุ ประวัติสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางการคัดกรองที่แพทย์แนะนำ โดยวิธีตรวจและความถี่ในการตรวจอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยขึ้นกับอายุที่เริ่มการมีเพศสัมพันธ์ ประวัติการติดเชื้อไวรัส HPV เดิม และสภาวะภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคลค่ะ ตามแนวทางของประเทศไทยแนะนำให้พิจารณาการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ค่ะ

หมายเหตุ: ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาวผิดปกติ คัน แสบ เลือดออกผิดปกติ หรือปวดท้องน้อย ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ แม้อาการเหล่านี้จะไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกเสมอไป แต่แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจภายใน ตรวจการติดเชื้อ หรือตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร่วมด้วยหรือไม่ค่ะ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกปัจจุบันมีด้วยกันหลายวิธี โดยการเลือกว่าจะตรวจด้วยวิธีไหนนั้นจะขึ้นกับข้อบ่งชี้ในการตรวจ อายุ และประวัติการตรวจเดิมค่ะ

ในปัจจุบันจากความรู้ที่ว่า เชื้อ HPV เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก จึงทำให้แนวทางของประเทศไทย เน้นไปที่การตรวจหาไวรัส HPV ร่วมกันกับการตรวจเซลล์ปากมดลูกเพียงอย่างเดียวค่ะ โดยเราจะแบ่งวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ออกเป็น 4 แบบหลัก ๆ ค่ะ ได้แก่

เป็นการตรวจแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมานาน โดยแพทย์จะใช้ไม้เก็บตัวอย่างบริเวณปากมดลูก แล้วป้ายลงบนแผ่นสไลด์เพื่อนำไปดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ เพื่อช่วยประเมินว่าเซลล์ปากมดลูกมีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งความแม่นยำของวิธีนี้อยู่ที่ประมาณ 50 – 60% ปัจจุบันวิธีนี้อาจไม่เป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากความแม่นยำจะลดลงในกรณีที่มี ตกขาว เลือด มูก หรือเซลล์ซ้อนทับกันมาก เพราะอาจทำให้การอ่านผลยากขึ้นค่ะ

เป็นการเก็บเซลล์ปากมดลูกด้วยแปรงปัดปากมดลูกโดยเฉพาะ จากนั้นนำตัวอย่างไปละลายในน้ำยาเก็บตัวอย่าง ก่อนส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ และดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งข้อดีของการตรวจคัดกรองแบบนี้คือช่วยให้เซลล์กระจายตัวเป็นระเบียบมากขึ้น ลดปัญหาเซลล์ซ้อนทับ และช่วยลดสิ่งรบกวนบางอย่าง เช่น เลือด มูก หรือสิ่งปนเปื้อน ทำให้การอ่านผลชัดเจนขึ้น โดยวิธีนี้มีความแม่นยำสูงขึ้นเป็นประมาณ 70 – 80%

เป็นการตรวจควบคู่กันระหว่าง การตรวจเซลล์วิทยา และ การตรวจหาเชื้อ HPV DNA ในครั้งเดียว วิธีนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ทั้งสองด้าน คือดูว่ามีความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกหรือไม่ และมีเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงหรือไม่ ซึ่งวิธีนี้มีความแม่นยำสูง ประมาณ 99% จึงเป็นวิธีที่แพทย์มักแนะนำให้กับผู้ที่ต้องการความมั่นใจสูงสุดในการตรวจคัดกรองค่ะ

วิธีนี้เป็นการเก็บตัวอย่างด้วยตัวผู้เข้ารับการตรวจเอง เพื่อตรวจหาเชื้อ HPV ที่มีสายพันธุ์เสี่ยงสูง ข้อดีคือสามารถควบคุมการตรวจได้ด้วยตัวเอง มีความเป็นส่วนตัวสูง และให้ความแม่นยำที่ดีหากเก็บตัวอย่างได้ถูกต้องค่ะ แต่วิธีนี้อาจมีความแม่นยำลดลง หากเก็บตัวอย่างผิดวิธี หรือมีการส่งตัวอย่างที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ ดังนั้นหากเลือกวิธีนี้ ควรศึกษาขั้นตอนการเก็บตัวอย่างให้เข้าใจอย่างละเอียดก่อนนะคะ

อาการที่พบบ่อยของซีสต์ในรังไข่

สำหรับหลายคนที่ยังไม่เคยตรวจมะเร็งปากมดลูกมาก่อน คงมีความประหม่าและกังวลที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง โดยเฉพาะขั้นตอนระหว่างการตรวจคัดกรอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่นาน และมีลำดับที่ค่อนข้างชัดเจน ดังนี้ค่ะ

ก่อนเริ่มตรวจ แพทย์หรือเจ้าหน้าที่จะสอบถามข้อมูลสุขภาพเบื้องต้น เช่น ประจำเดือนครั้งล่าสุด อาการผิดปกติทางช่องคลอด ประวัติเลือดออกผิดปกติ ตกขาวผิดปกติ ประวัติการตรวจมะเร็งปากมดลูกครั้งก่อน ประวัติการติดเชื้อ HPV ประวัติการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร รวมถึงข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินว่าเหมาะกับวิธีตรวจแบบใด

หลังจากซักประวัติเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้เตรียมตัวสำหรับการตรวจ เช่น เปลี่ยนชุดหรือจัดท่าทางให้เหมาะสมกับการตรวจภายใน ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติของการตรวจสุขภาพผู้หญิง หากรู้สึกกังวล กลัวเจ็บ หรือยังไม่เคยตรวจมาก่อน สามารถแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ได้ตั้งแต่ขั้นตอนนี้ค่ะ

เมื่อเริ่มตรวจ แพทย์จะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า Speculum เพื่อช่วยเปิดช่องคลอด ทำให้สามารถมองเห็นบริเวณปากมดลูกได้ชัดเจนขึ้น โดยในขั้นตอนนี้อาจทำให้รู้สึกตึง แน่น หรือไม่สบายตัวเล็กน้อย โดยเฉพาะคนที่เกร็งหรือไม่เคยตรวจภายในมาก่อน แต่โดยทั่วไปใช้เวลาไม่นาน และแพทย์จะเลือกขนาดอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน หากรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัว สามารถบอกแพทย์ได้ทันทีค่ะ

เมื่อแพทย์มองเห็นปากมดลูกชัดเจนแล้ว จะใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก เช่น แปรงหรือไม้เก็บตัวอย่าง เพื่อเก็บเซลล์หรือสารคัดหลั่งจากบริเวณปากมดลูก แล้วนำไปตรวจในห้องแล็บ หากเป็น Pap Smear หรือ ThinPrep Pap Test จะเน้นตรวจความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก หากเป็น HPV DNA Test จะตรวจหาเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง และหากเป็น Co-test จะตรวจทั้งเซลล์ปากมดลูกและ HPV ร่วมกัน

ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างใช้เวลาไม่นาน บางคนอาจรู้สึกเหมือนถูกแตะหรือสะกิดเบา ๆ บริเวณปากมดลูก หรือรู้สึกหน่วงเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นชั่วคราวค่ะ

หลังจากเก็บตัวอย่างเรียบร้อย แพทย์จะนำตัวอย่างที่ได้ส่งตรวจ โดยวิธีเตรียมตัวอย่างจะขึ้นอยู่กับประเภทการตรวจที่เลือก หากเป็น Conventional Pap Smear จะป้ายตัวอย่างลงบนสไลด์ หากเป็น ThinPrep Pap Test จะเก็บตัวอย่างในน้ำยา และหากเป็น HPV DNA Test จะนำตัวอย่างไปตรวจหาเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง

เมื่อผลตรวจออกแล้ว แพทย์จะช่วยอธิบายว่าผลตรวจอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือมีความผิดปกติที่ควรติดตามต่อ หากผลตรวจปกติ แพทย์จะแนะนำว่าควรกลับมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอีกครั้งเมื่อไหร่ ตามอายุ วิธีตรวจ และความเสี่ยงของแต่ละคน หากผลผิดปกติ แพทย์จะประเมินว่าควรตรวจซ้ำ ติดตามผล หรือส่งตรวจเพิ่มเติมอย่างไร ซึ่งคนไข้ไม่จำเป็นต้องแปลผลเองหรือกังวลไปก่อนค่ะ

โดยทั่วไป การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แม้บางคนอาจรู้สึกเกร็งหรือไม่สบายตัวเล็กน้อยระหว่างตรวจ แต่โดยรวมเป็นการตรวจที่รวดเร็ว ปลอดภัย และไม่น่ากังวลอย่างที่หลายคนเข้าใจค่ะ

ผลตรวจมะเร็งปากมดลูกเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ประเมินสุขภาพปากมดลูกและวางแผนการดูแลต่อได้อย่างเหมาะสม โดยผลตรวจอาจแบ่งได้กว้าง ๆ เป็นผลปกติและ ผลผิดปกติค่ะ

ผลตรวจปกติ หมายถึง ยังไม่พบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก หรือไม่พบความเสี่ยงตามวิธีการตรวจที่เลือกในครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ผลตรวจปกติไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องตรวจอีกนะคะ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำอย่างต่อเนื่อง เช่น หากผล Pap Test ปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 3 ปี หรือเป็นไปตามแนวทางการคัดกรองที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลค่ะ

ผลตรวจผิดปกติ อาจหมายถึงหลายกรณี เช่น พบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก หรือเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง ทั้งนี้ ผลตรวจที่ผิดปกติไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกเสมอไปค่ะ แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดูแลต่อไป

โดยแนวทางการดูแลจะขึ้นอยู่กับ ชนิดของความผิดปกติ อายุ ประวัติสุขภาพ และผลตรวจเดิมของแต่ละบุคคล ไม่ใช่ทุกกรณีที่จำเป็นต้องรักษาทันที บางรายอาจเพียงนัดติดตามผล หรือตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น การส่องกล้องปากมดลูก (Colposcopy) การเก็บชิ้นเนื้อในบางกรณี หรือการตรวจคัดกรองซ้ำตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ

สิ่งสำคัญคือไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไปเมื่อได้รับแจ้งว่าผลตรวจผิดปกติ เพราะแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมให้ในแต่ละขั้นตอนค่ะ

แม้อาการต่อไปนี้จะไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกเสมอไป แต่ก็เป็นสัญญาณผิดปกติที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางนรีเวชหรือความผิดปกติอื่น ๆ จึงควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร่วมด้วยหรือไม่ โดยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ ดังนี้ค่ะ

หากพบอาการเหล่านี้ อย่ารอจนกว่าจะถึงรอบตรวจคัดกรองครั้งถัดไปนะคะ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีค่ะ

Q: ตรวจภายในเป็นประจำ ยังจำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอีกหรือไม่ ?

A: จำเป็น เพราะการตรวจภายในกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีวัตถุประสงค์ต่างกัน การตรวจภายในเป็นการประเมินความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก และรังไข่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเก็บตัวอย่างเซลล์เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกครั้ง ดังนั้น หากอยู่ในช่วงอายุที่แนะนำหรือมีปัจจัยเสี่ยง ก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามคำแนะนำของแพทย์ แม้ว่าจะตรวจภายในเป็นประจำก็ตาม

Q: ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเจ็บไหม ?

A: ระหว่างตรวจบางคนอาจรู้สึกตึง แน่น เกร็ง หรือไม่สบายตัวเล็กน้อย โดยเฉพาะคนที่ยังไม่เคยตรวจมาก่อน แต่โดยทั่วไปเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่นาน หากรู้สึกเจ็บหรือกังวล สามารถแจ้งแพทย์ได้ทันที

Q: ไม่มีอาการผิดปกติ ต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไหม ?

A: ควรตรวจตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีเป้าหมายเพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ไม่ใช่รอให้มีอาการผิดปกติ เพราะการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สามารถช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือช่วยพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก

Q: ตรวจพบ HPV แปลว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกไหม ?

A: ไม่เสมอไป การตรวจพบ HPV หมายถึงพบเชื้อไวรัส HPV โดยเฉพาะหากเป็นสายพันธุ์เสี่ยงสูง แพทย์จะใช้ข้อมูลนี้เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนติดตามผล แต่การพบเชื้อ HPV ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันที เพราะหลายกรณีร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง อย่างไรก็ตาม หากมีการติดเชื้อสายพันธุ์เสี่ยงสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มโอกาสให้เซลล์ปากมดลูกเกิดความผิดปกติได้

Q: ควรตรวจมะเร็งปากมดลูกบ่อยแค่ไหน ?

A: ขึ้นอยู่กับอายุ วิธีตรวจ ผลตรวจก่อนหน้า และความเสี่ยงของแต่ละคน โดยทั่วไปถ้าผลเซลล์วิทยา (Cytology) ปกติจะแนะนำตรวจทุก 2 ปี แต่ถ้ามีการตรวจ HPV DNA ร่วมด้วย อาจเว้นได้นาน 3 - 5 ปี

Q: ฉีดวัคซีน HPV แล้ว ยังต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไหม ?

A: ควรตรวจคัดกรองตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะวัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อ HPV บางสายพันธุ์ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ และไม่ได้ทดแทนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น แม้เคยฉีดวัคซีน HPV แล้ว ก็ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจตามความเหมาะสม

Q: การตรวจภายในสามารถประเมินเซลล์ปากมดลูกได้เลยไหม ?

A: การตรวจภายในดูลักษณะปากมดลูก เป็นการประเมินด้วยการมองด้วยตาของแพทย์ ไม่สามารถบอกความผิดปกติระดับเซลล์ได้ จึงไม่สามารถบอกรอยโรคก่อนมะเร็งได้ แต่หากเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะต้นที่ก้อนเกิดขึ้นแล้ว การตรวจภายในอาจพอมองเห็น และวินิจฉัยได้ในบางกรณีค่ะ

Q: ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ควรตรวจไปจนถึงเมื่อไหร่ ?

A: ถ้าผลตรวจปกติมาโดยตลอด และตรวจมาอย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้ตรวจไปจนถึงอายุ 65 ปี แล้วสามารถหยุดตรวจได้ค่ะ แต่หากมีประวัติผลผิดปกติ, ยังมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ หรือมีคู่นอนหลายคน จะยังแนะนำให้ตรวจต่อเนื่องต่อไปนะคะ

Q: ตรวจภายในประจำปี สรุปต้องทำทุกปีจริงไหม ?

A: จริงค่ะ แม้ว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสามารถเว้นได้นาน 2 - 5 ปี ขึ้นกับผลการตรวจเดิมและวิธีการตรวจ แต่การตรวจภายในเพื่อประเมินความผิดปกติอื่น ๆ เช่น มดลูกและรังไข่ ยังแนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปีอยู่นะคะ และในหลาย ๆ กรณี การตรวจอัลตราซาวด์ภายในก็จะให้ความแม่นยำในการตรวจเพิ่มขึ้นค่ะ

ตรวจให้ตรงจุด ช่วยหยุดความเสี่ยง

ตรวจภาวะประจำเดือนผิดปกติกับคุณหมอ

การตรวจมะเร็งปากมดลูกไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และไม่ใช่สิ่งเดียวกับการตรวจภายในเสมอไป ค่ะ การตรวจภายในช่วยประเมินสุขภาพอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงโดยรวม ส่วนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นการเก็บตัวอย่างเซลล์หรือสารคัดหลั่งจากบริเวณปากมดลูกไปตรวจ เพื่อค้นหาความผิดปกติของเซลล์หรือการติดเชื้อ HPV ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้ไม่มีอาการผิดปกติ ก็ยังควรตรวจคัดกรองตามช่วงอายุและความเสี่ยงของตัวเองนะคะ เพราะมะเร็งปากมดลูกและรอยโรคก่อนมะเร็งอาจเริ่มต้นโดยไม่มีอาการชัดเจน การตรวจพบเร็วช่วยให้แพทย์ติดตามผล วางแผนตรวจเพิ่มเติม และดูแลได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นค่ะ

หากไม่มั่นใจว่าควรตรวจภายใน ตรวจ Pap Smear, ThinPrep Pap Test, HPV DNA Test หรือ Co-test สามารถปรึกษา Woman Care Clinic เพื่อประเมินวิธีตรวจที่เหมาะกับอายุ ประวัติสุขภาพ และความเสี่ยงของแต่ละคนได้นะคะ เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยดูแลแต่ละเคสได้อย่างตรงจุด สามารถนัดหมายเข้ามาพูดคุยกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทั้ง 2 สาขาเลยนะคะ สาขาสาธุประดิษฐ์ 096-692-5044 และสาขาอ่อนนุช 095-419-6525 หรือ📱 line : @womancareclinic (มี@) เรายินดีพร้อมให้บริการและดูแลสุขภาพของผู้หญิงทุกคนค่ะ